News

CDIA Sets Stage for a Flagship Project to Ease Border Crossing Between Thailand and Lao PDR

Share to:

Passengers combining public transport trips to cross the border cities of Nong Kai in Thailand and Vientiane in Lao People’s Democratic Republic use a succession of three transport modes – one from the coach station to the first checkpoint at the bridge, a shuttle van to cross it to the other checkpoint station, and one on to the other coach station. This process, combined with crowded immigration facilities can often delay the crossing by over an hour.

CDIA will soon embark on a project preparation study (PPS) for the Vientiane-Nong Khai Cross-border Cable Car, which aims to offer an efficient and sustainable cross-border connection that facilitates the movement of people between the two countries.

“This type of project is rare for CDIA because it covers two countries,” says Chee Anne Roño, Urban Development Specialist in charge of the PPS. “The complexity of the project and the coordination requirement is double but we’re delighted to be working with both the Thai and Lao governments to provide an option for a hassle-free travel experience in their border crossing,” she adds.

The basis for the CDIA PPS is the initial work carried out by the Sustainable Design of Urban Mobility in Middle-Sized Metropolitan Regions (SMMR). The ASEAN-German cooperation project supports four metropolitan regions across Cambodia, Vietnam, Lao PDR and Thailand in their ambitions to create metropolitan mobility governance, plans and projects.

SMMR was instrumental in the evaluation of the existing international border crossing between Lao PDR and Thailand and actively engaged stakeholders in both countries in a common visioning process. Considering the opening of the Vientiane-Kunming rail line in December 2021, the stakeholders suggested different border-crossing solutions. Out of which, the concept for a cable car project over the Mekong River emerged as a quick and attractive cross-border, intermodal connection to link the passenger transport systems of Thailand and Lao PDR, freeing much of the capacity of the existing Friendship Bridge for freight traffic. By facilitating everyday cross-border mobility and as a potential tourist attraction in its own right, the cable car is envisaged to make a significant contribution to the economic corridor and can form part of the COVID-19 recovery strategy for both countries.

In partnership with SMMR, CDIA will take the initiative further by supporting the two countries and the border cities in formulating a PPS that will establish the viability of a cross-border cable car system designed to be linked to various existing/planned transport networks in Thailand and Lao PDR.

CDIA will prepare a feasibility study and preliminary design for the project that can be implemented via a public-private partnership mechanism. Through the PPS, CDIA also hopes to enhance knowledge on working examples of cable car systems, and share practices and lessons learned from similar projects.

The actual PPS is expected to commence in January 2022 and will run for a period of nine months.

The Project Steering Committee will comprise representatives from Lao PDR’s Ministry of Public Works and Transport – Department of Transport and Vientiane Capital, and Thailand’s Ministry of Transport – Office of Transport and Traffic Policy and Planning and Nong Khai Province. The first meeting of the committee was held on 12 October 2021.

“The project concept we will be studying is a potential game-changer for cross-border mobility,” says Chee Anne. “It will be designed with the framework of Avoid-Shift-Improve principles of sustainable mobility in mind by providing direct connection, creating an intermodal transport hub, and utilizing an environment-friendly cable car system.”

“The shared vision is to facilitate cooperation and integration not only between Lao PDR and Thailand, but eventually in other countries in Southeast Asia,” she adds.

 

CDIA พร้อมเปิดโครงการสำคัญเพื่ออำนวยความสะดวกการข้ามแดนระหว่างไทยและสปป.ลาว

26 ตุลาคม 2564

ผู้โดยสารที่เดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะข้ามแดนระหว่างจังหวัดหนองคายของประเทศไทยกับนครหลวงเวียงจันทน์ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ต้องเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางสามครั้ง – ครั้งแรกเปลี่ยนจากรถโดยสารที่นั่งจากสถานีขนส่งไปยังด่านตรวจฝั่งไทยที่สะพานมิตรภาพไทย-ลาว ? จากนั้นต้องนั่งรถตู้ข้ามสะพานไปลงที่ด่านอีกฝั่งหนึ่ง จึงกลับมาขึ้นรถต่อไปยังสถานีขนส่งฝั่งลาว ขั้นตอนดังกล่าวมักทำให้ต้องเสียเวลาเดินทางข้ามแดนนานกว่าหนึ่งชั่วโมง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อด่านตรวจคนเข้าเมืองทั้งสองฝั่งมีผู้รอรับบริการหนาแน่น

ในเร็วๆนี้ (อีกไม่นานหลังจากนี้) ศูนย์ริเริ่มการพัฒนาเมืองสำหรับภูมิภาคเอเชีย (Cities Development Initiatives for Asia – CDIA) จะเริ่มดำเนินการศึกษาเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการเคเบิลคาร์ข้ามพรมแดนหนองคาย-เวียงจันทน์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อออกแบบการเดินทางเชื่อมต่อบริเวณพรมแดนให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน ทั้งยังเป็นการอำนวยความสะดวกแก่การเคลื่อนย้ายของประชาชนทั้งสองประเทศ

“โครงการประเภทนี้ CDIA ทำน้อยมากเพราะเป็นโครงการที่ครอบคลุมสองประเทศ” ฉี แอน รอนโย ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเมืองซึ่งรับผิดชอบการศึกษาเตรียมความพร้อมกล่าว “โครงการมีความซับซ้อนและต้องประสานงานเพิ่มขึ้นเท่าตัว แต่เราก็รู้สึกยินดีที่ได้ร่วมงานกับทั้งรัฐบาลไทยและรัฐบาลลาวเพื่อจัดหาทางเลือกที่จะช่วยให้ประสบการณ์การเดินทางไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป” เธอกล่าวเสริม

การศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินโครงการของ CDIA อาศัยการดำเนินงานเบื้องต้นที่โครงการการออกแบบการขนส่งภายในเมืองขนาดกลางอย่างยั่งยืนของภูมิภาคอาเซียน (Sustainable Design of Urban Mobility in Middle-Sized Metropolitan Regions – SMMR) ได้ริเริ่มเพื่อเป็นพื้นฐาน โดยโครงการ SMMR เป็นความร่วมมือระหว่างอาเซียน-เยอรมันที่สนับสนุนให้เมืองขนาดใหญ่สี่แห่งในกัมพูชา เวียดนาม สปป. ลาว และไทย สร้างระบบการบริหารจัดการ จัดทำแผนงานและโครงการด้านการคมนาคมในเขตเมืองตามเป้าหมายของเมืองแต่ละแห่ง

โครงการ SMMR มีบทบาทสำคัญในการประเมินการข้ามแดนในปัจจุบันระหว่าง สปป. ลาวกับประเทศไทย และทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งสองประเทศอย่างแข็งขันในกระบวนการสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน เมื่อพิจารณาถึงการเปิดเส้นทางรถไฟสายเวียงจันทน์-คุนหมิงในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564  หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงได้เสนอแนวทางใหม่ในการแก้ไขปัญหาการเดินทางข้ามแดน และจากแนวทางต่างๆ ที่พิจารณา จึงเล็งเห็นว่าแนวคิดในการเชื่อมโยงการขนส่งข้ามพรมแดนด้วยระบบเคเบิลคาร์ข้ามแม่น้ำโขงเป็นวิธีการเดินทางที่สะดวกรวดเร็วและน่าสนใจ ทั้งยังสามารถเชื่อมต่อระบบขนส่งผู้โดยสารของไทยกับสปป. ลาวเข้าด้วยกัน ช่วยลดความแออัดบนสะพานมิตรภาพ ทำให้รถขนสินค้าเดินทางได้สะดวกขึ้น นอกจากโครงการเคเบิลคาร์จะอำนวยความสะดวกในการสัญจรข้ามพรมแดนแล้ว ยังอาจพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีศักยภาพด้วย คาดว่าโครงการนี้จะมีส่วนสนับสนุนที่สำคัญต่อการพัฒนาพื้นที่แนวระเบียงเศรษฐกิจและเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การฟื้นฟูประเทศหลังสถานการณ์โควิด-19  ของทั้งไทยและสปป.ลาว

CDIAผลักดันความริเริ่มนี้โดยร่วมมือกับโครงการ SMMR เพื่อสนับสนุนให้ทั้งสองประเทศและเมืองชายแดนทำการศึกษาการเตรียมความพร้อมเพื่อพิจารณาความเป็นไปได้ของระบบการเชื่อมต่อด้วยเคเบิลคาร์ข้ามพรมแดนโดยออกแบบให้เชื่อมโยงกับโครงข่ายคมนาคมขนส่งหลากหลายรูปแบบทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่วางแผนต่อไปในประเทศไทยและสปป. ลาว

CDIA จะจัดทำการศึกษาความเป็นไปได้และการออกแบบโครงการเบื้องต้นเพื่อให้สามารถดำเนินการผ่านกลไกการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน  (Public-Private Partnership – PPP) ทั้งยังหวังด้วยว่าการศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมโครงการนี้จะช่วยเพิ่มพูนความรู้เกี่ยวกับตัวอย่างการใช้งานระบบเคเบิลคาร์รูปแบบต่างๆและแบ่งปันแนวปฏิบัติตลอดจนบทเรียนที่ได้จากโครงการที่คล้ายคลึงกัน

คาดว่าข้อตกลงการศึกษาการเตรียมความพร้อมของโครงการจะเริ่มดำเนินการในเดือนมกราคม พ.ศ. 2565 และจะใช้เวลาทั้งหมดเก้าเดือน

คณะกรรมการกำกับและขับเคลื่อนโครงการมีผู้แทนจากกระทรวงโยธาธิการและขนส่งของสปป. ลาว กรมขนส่งและนครหลวงเวียงจันทน์ ส่วนทางกระทรวงคมนาคมของไทยมีผู้แทนจากสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และตัวแทนจังหวัดหนองคาย การประชุมคณะกรรมการฯครั้งแรกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2564″แนวคิดโครงการที่เราจะทำการศึกษาครั้งนี้อาจมีศักยภาพถึงขั้นพลิกโฉมการเดินทางขนส่งข้ามพรมแดนเลยทีเดียว” ฉี แอนกล่าว “การออกแบบจะคำนึงถึงกรอบคิดตามหลักการพัฒนาระบบการขนส่งอย่างยั่งยืน กล่าวคือ ลด-เปลี่ยนปรับปรุง (Avoid-Shift-Improve) โดยให้มีการเชื่อมต่อโดยตรง สร้างศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งหลายรูปแบบ และใช้ระบบรถเคเบิลคาร์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม”

“การมีวิสัยทัศน์ร่วมกันนอกเหนือจากจะอำนวยความสะดวกแก่ความร่วมมือและการบูรณาการระหว่างสปป. ลาวกับประเทศไทยแล้ว ยังจะขยายความร่วมมือไปยังประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยในที่สุด” เธอกล่าว

Share to:
Back to Top